| เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้? |
|
|
เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้?
มาลินี อัศวดิษฐเลิศ หน่วยบริหารจัดการความรู้ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ (ไบโอเทค)
![]()
จาก เหตุการณ์ไม่คาดฝันคลื่นยักษ์สึนามิถล่มภาคใต้ของประเทศไทย และอีกหลายประเทศแถบมหาสมุทรอินเดียเมื่อปลายปี 2547 ยังไม่ทันจางหาย ก็เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ประเทศจีน ตามมาด้วยพายุพัดถล่มญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมถึงภาคเหนือของประเทศไทย และที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาก็คือ พายุเฮอริเคนพัดถล่มทางภาคใต้ของประเทศ สร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท...ต่อมาในปีนี้ พาเหรด น้ำท่วมได้ย้อนรอยสร้างความเสียหายมหาศาลในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งรุนแรงและครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าเดิม... เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้จึงดึงความสนใจของมนุษย์โลก โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ให้หันกลับมาตั้งคำถามด้วยความวิตกกังวลว่า “เกิดอะไรขึ้นกับโลก?”
นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกพยายามหาคำตอบในเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนพยายามตั้งสมมติฐาน (ที่ยังรอคำตอบ) ว่า หายนะบางอย่างที่เกิดขึ้น เป็นผลพวงมาจากปรากฏการณ์ Climate Change หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
ที่มาภาพ: http://www.climatescience.gov/Library/stratplan2003/vision/VisionFig1.jpg
ชวนให้หันกลับไปทบทวนในเรื่อง “ภาวะเรือนกระจก (Green house effect)” ที่อาจโยงใยกับหายนะต่างๆ เหล่านี้
ที่มาภาพ: (ซ้าย) http://www.oilandgasforum.net/impacts/media/greenhouse_effect.jpg (ขวา) http://www.acmecompany.com/stock_thumbnails/13808.greenhouse_effect_2.jpg
ภาวะเรือนกระจก เป็น ภาวะที่ชั้นบรรยากาศของโลกกระทำตัวเสมือนกระจก ที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นผ่านลงมายังผิวโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดที่แผ่ออกจากพื้นผิวโลกเอาไว้ จากนั้นจึงคายพลังงานความร้อนให้กระจายอยู่ภายในชั้นบรรยากาศและพื้นผิวโลก จึงเปรียบเสมือนกระจกที่ปกคลุมผิวโลกให้มีภาวะสมดุลทางอุณหภูมิ และเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตบนผิวโลก แต่ในปัจจุบันมีก๊าซบางชนิดสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศมากเกินสมดุล ซึ่งส่วนมากเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซนี้มีคุณสมบัติดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดและคายพลังงานความร้อนได้ดี พื้นผิวโลกและชั้นบรรยากาศ จึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลก และสิ่งมีชีวิตพื้นผิวโลกอย่างมากมาย
20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพบว่า อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเฉลี่ย 0.5 องศาเซลเซียส สำหรับคนทั่วไปอาจเป็นตัวเลขที่ไม่น่าตื่นเต้น แต่กลับภูมิอากาศ หากลองได้เปลี่ยนแล้ว ผลลัพธ์ไม่ได้ “น้อยนิด” ตามตัวเลขที่ปรากฎเลย...มีรายงานผลการวิจัยว่าในรอบ 40 ปี หากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเพียง 0.6 หรือ 1 องศาเซลเซียส ส่งผลต่อระดับความรุนแรงของภัยธรรมชาติทางอากาศ เช่น พายุหมุน เพิ่มขึ้น 4-5 เท่าตัว ในขณะเดียวกัน ก็มีรายงานว่า มีความเป็นไปได้สูงว่าภัยธรรมชาติที่เกี่ยวกับอากาศและเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เช่น พายุพัดถล่มในประเทศสหรัฐอเมริกา น้ำท่วม ภัยแล้ง ที่มีระดับความรุนแรงมากขึ้น อาจเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน จากการศึกษาของศาสตราจารย์แคร์รี เอ็มมานูเอล (Kerry Emanuel) แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสสาชูเสตส์หรือเอ็มไอที (MIT) พบว่า ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา พายุลูกใหญ่ โดยเฉพาะพายุเฮอร์ริเคนที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก เพิ่มความรุนแรงของแต่ละลูกมากกว่าเดิมถึง 50 เปอร์เซนต์ ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ ความร้อนเหนือน้ำทะเลที่สูงขึ้น รายงานการศึกษาเกี่ยวกับพายุโซนร้อนหรือพายุหมุนเขตร้อน “Increasing destructiveness of tropical cyclones over the past 30 years” ของศ. แคร์รี เอมมานูเอล ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ฉบับที่ 436 ประจำวันที่ 4 สิงหาคม 2548
พายุเฮอร์ริเคน (Hurricane) คือ พายุหมุนชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อจุดใดจุดหนึ่งในทะเลมีความร้อนสูงกว่าปกติ และเมื่ออุณหภูมิ ณ ระดับน้ำทะเลสูงไม่เท่ากัน จึงเกิดการดึงมวลอากาศเข้าหา กลายเป็นพายุหมุนขึ้นมา น้ำทะเลร้อน เท่าไร พายุก็จะทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น ซีกโลกภาคเหนือ ช่วงที่ตรงกับปลายฤดูร้อน น้ำทะเลจะร้อนที่สุด ดังนั้นพายุจึงรุนแรงที่สุด โชคร้ายของปีที่แล้วจึงตกเป็นของชายฝั่งสหรัฐอเมริกา...เฮอริเคนแคทรินา
[นักวิทยาศาสตร์เรียกพายุหมุนที่เกิดในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแคริบเบียน และในอ่าวเม็กซิโก เรียกชื่อว่า “พายุเฮอริเคน” แต่หากพายุหมุนเกิดในบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก และในทะเลจีนใต้ ว่า “พายุไต้ฝุ่น” ซึ่งเราค่อนข้างคุ้นเคยกับชื่อนี้ จริงๆ แล้ว พายุหมุนเขตร้อนมีชื่อเรียกมากกว่า 2 ชื่อนี้ หากผู้อ่านสนใจ เข้าไปดูรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ในหัวข้อพายุหมุนเขตร้อน คือ http://www.tmd.go.th/knowledge/know_storm01.html]
ผลจากการวิจัยของศ. เอมมานูเอล ผู้ที่ให้เหตุผลของการมาของเฮอร์ริเคนแคทรินา และปลุกให้คนอเมริกัน และคนทั่วโลกเห็นถึงภัยของโลกร้อน ทำให้เขาได้รับเลือกจากนิตยสารไทม์ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้มีอิทธิพลของโลก (TIME 100: The People Who Shape Our World) ประจำปี 2549 ในสาขานักวิทยาศาสตร์และนักคิด (Scientists & Thinkers)
(ภาพซ้าย) ศาสตราจารย์แคร์รี เอมมานูเอล (Kerry Emanuel) ที่มาภาพ: http://www.time.com/time/2006/time100 ผล การวิจัยของเขาช่วยตอกย้ำให้ข้อถกเถียงเรื่องโลกร้อน เข้มข้นยิ่งขึ้น และทำให้หลายคนในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เริ่มตระหนักถึงภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง
หากโลกร้อนได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นตัวการที่ทำให้เกิดหายนะบนโลกใบนี้ จะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตอบสนอง” คงไม่ผิด ***************************************************************************************************** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน
1. Increasing destructiveness of tropical cyclones over the past 30 years. http://www.nature.com/nature/journal/vaop/ncurrent/abs/nature03906.html
2. Can we change the climate http://epa.gov/climatechange/kids/change.html
3. Is Global Warming Raising a Tempest? http://www.sciam.com/article.cfm?articleID=000D023B-2655-1514-A59B83414B7F0133
***************************************************************************************************** บทความหรือสไลด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนในเว็บไซต์นี้ 1. สไลด์เรื่องโรคร้ายกับโลกร้อนจากดร. นำชัย และบทความที่เกี่ยวข้อง |

















“ภาวะโลกร้อน” ความเครียดของโลก
ภาวะโลกร้อนทำลายการเก็บเกี่ยวของจีน
